ครั้งหนึ่ง ณ รร.นายร้อยอิตาลี
From OSK121
ผู้เขียน: ร.ต. สุทิน เฟื่องฟุ้ง เลขประจำตัว 41300 OSK121
ครั้งหนึ่ง ณ รร.นายร้อยอิตาลี
ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ เดือน มิ.ย. ๔๖ เช้าวันหนึ่ง หน้าโรงเลี้ยง นนร. รร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้มีเสียงประกาศเรียก นนร.ชั้นปีที่ ๑ สามนายออกไปหน้าแถว หนึ่งใน นนร.สามนายนั้นมีผม นนร. สุทิน เฟื่องฟุ้ง รวมอยู่ด้วย ใครจะรู้ว่าวันนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งในตอนนั้นมีแต่ความคิดจะฝ่าฟันช่วงนร.ใหม่ที่แสนจะหนักหนาสาหัสนี้ไปให้ได้และหวังที่จะได้เรียนจบจากสถาบันอันทรงเกียรตินี้ไปพร้อมกับเพื่อนๆทุกคนในรุ่น เคยมีเพื่อน นนร.หลายนายถามผมว่าถ้าได้ทุนไปเรียนเมืองนอกจะไปมั้ย ทุกครั้งผมก็ตอบไปว่า ไม่รู้สิ คิดว่าทุนคงมาไม่ถึงเราหรอก (ตอนนั้นผมเป็นอันดับที่เจ็ดในรุ่นจากลำดับที่จัดจากเกรดเฉลี่ยสะสมที่ รร.เตรียมทหาร) เพราะรู้มาว่าทุนปีนี้มีน้อย ต้องแบ่งกับรุ่นพี่รุ่นก่อนเราด้วย เนื่องจากเป็นปีแรกที่เปลี่ยนให้ส่ง นนร.ไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ทันทีหลังจบการศึกษาจาก รร.เตรียมทหาร ไม่ต้องรอให้เรียนจบชั้นปีที่ ๑ ที่ รร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้าก่อน
หลังจากออกไปหน้าแถว ก็มี พ.ท. ท่านหนึ่งบอกว่า ผมมีโอกาสได้ทุนไปศึกษาต่อ ณ รร.นายร้อยประเทศอิตาลี โดยเพื่อนอีกสองคนที่เรียกออกมาด้วยนั้นเป็นตัวสำรอง โดยข้อมูลที่ทราบตอนนั้นก็มีเพียงแต่ ไปเรียน ๕ ปีและไม่เคยมีใครไปเรียนมาก่อนหน้านี้ และต้องตัดสินใจทันทีโดยให้โทรไปปรึกษาทางบ้านได้ ในตอนนั้น ในสมองผมมันตื้อไปหมด ใจนึงก็คิดว่าถ้าไปจะเป็นยังไงบ้าง จะไม่มีรุ่นเหมือนที่ใครๆเค้าพูดกันรึเปล่า ไปแล้วจะเรียนได้มั้ย รุ่นพี่ก็ไม่มีให้ปรึกษา ต้องไปอยู่เป็นคนไทยคนเดียวใน รร. แถมยังต้องไปเรียนภาษาอิตาเลียนซึ่งก็ไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยอีก หลังจากได้คุยกับทางบ้าน ก็ได้คำแนะนำมาว่า ควรจะไปเรียนนะ ยังไงกองทัพเค้าก็เลือกเรามาแล้ว ก็แสดงว่าเราจะต้องมีความสามารถพอที่จะไปสร้างชื่อเสียงให้กองทัพและประเทศชาติได้ มีคนอีกมากมายที่เค้าอยากไปเรียนแต่ก็ไม่มีโอกาสอย่างเรา หลังจากที่ฟังคำแนะนำจากทางบ้านแล้ว ผมจึงตัดสินใจตอบตกลง หลังจากนั้นผมก็ได้ออกจาก รร.นายร้อย มาเริ่มเรียนภาษาอิตาเลียนที่ศูนย์ภาษา ทร. เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ในระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้เข้าพบ ท่านผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศอิตาลีประจำประเทศไทย มีคำนึงที่ท่านพูดกับผม แล้วจำได้ติดใจคือ ถ้าเรียนไม่ผ่านจะโดนส่งกลับนะ ทำให้ผมและเพื่อนทหารเรือที่ได้ทุนไปเรียนด้วยกัน หวาดผวากันไปทั้งคู่ เพราะถ้าถูกส่งกลับมาเรียนกับรุ่นน้อง คงจะไม่ใช่อะไรที่น่าพึงพอใจนัก
ช่วงกลางเดือน ก.ค. ๔๖ ผมก็ได้เดินทางไปประเทศอิตาลี ยังจำภาพวันที่ญาติๆและเพื่อนๆมาส่งที่สนามบินได้ดี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเห็นภาพอย่างนี้ก็ตอนสมัยเรียนมัธยมที่ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัยแล้วมีรุ่นพี่ๆได้ไปสอบแข่งขันโอลิมปิควิชาการ แล้วก็มีบรรดาอาจารย์และเพื่อนๆไปส่งที่สนามบิน ตอนนั้นผมนึกภาพตัวเองใส่สูทเตรียมจะไปเมืองนอกเหมือนรุ่นพี่เค้า มีคนมากมายมาส่งเราที่สนามบิน ถ้าเป็นจริงผมคงดูเท่ห์และคงมีความสุขมากจริงๆ ตอนนั้นคิดว่ายังไงก็คงเป็นฝันลมๆแล้งๆ ยังไงชีวิตนี้คงไม่ได้มีโอกาสอย่างนั้นหรอก และแล้วมันก็เป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากเดินทางถึงประเทศอิตาลีด้วยความตื่นเต้นเพราะเป็นการได้ไปต่างประเทศและขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ผมก็ได้ไปพบท่านผู้ช่วยทูตทหารเรือและพักที่บ้านท่านเป็นเวลาสองวันก่อนที่จะเดินทางไปเรียนภาษาอิตาเลียนที่เมืองเซียน่า แค้วนทัสคานี เป็นเวลา ๑ เดือนครึ่ง หลังจากนั้นก็เข้าไปเรียนที่ รร.นายร้อยอิตาลีเลย สรุปแล้วได้เรียนภาษาอิตาเลียนทั้งหมดแค่ ๒ เดือนครึ่งเท่านั้น ซึ่งโดยธรรมดาแล้ว นนร.ที่ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศจะต้องเรียนภาษาอย่างน้อย ๑ ปีก่อน ถึงจะเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา ณ ประเทศนั้นๆ ด้วยความที่เรียนภาษามาน้อย ทำให้ชีวิตในช่วงปีแรกที่ รร.นายร้อยอิตาลี เป็นไปด้วยความยากลำบากมาก สื่อสารกับเพื่อนและนายทหารไม่ค่อยรู้เรื่องกัน ยังจำได้ช่วงแรกๆมีการฝึกแถวชิด สั่งซ้ายหันขวาหันที ต้องดูตามเพื่อนแล้วหันเอา อาศัยวิทยายุทธ์ที่เคยได้เรียนรู้มาจากที่ รร.เตรียมทหารและ รร.นายร้อยที่เมืองไทย อีกทั้งปัญหาอื่นๆก็มีมารุมเร้าอีกมากมาย ทั้งเรื่องค่าใช่จ่ายประจำตัวที่ทางอิตาลีจ่ายให้ไม่เพียงพอแต่ก็ต้องร่วมงานทุกอย่างกับทาง รร.ด้วยความที่เราเป็น นนร.คนแรกและคนเดียวจากประเทศไทยยังไงต้องรักษาภาพพจน์และชื่อเสียงของประเทศไทยไว้ก่อน ทั้งเรื่องการปรับตัวกับวัฒนธรรมอิตาเลียน อาหารการกิน การปฎิบัติตัวต่างๆ เวลามีปัญหาอะไรก็ปรึกษาใครไม่ได้ รุ่นพี่ก็ไม่มี เรียนก็ต้องเรียนให้ผ่านกลัวโดนส่งกลับ ช่วงนั้นรู้สึกว่าเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิต ไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อน อยู่เมืองไทยอย่างน้อยก็มีใครให้ปรึกษาให้พูดคุยด้วย บางครั้งเวลาหมดกำลังใจมากๆก็เคยคิดถึงกับว่าจะขอกลับเมืองไทยไปเรียนที่ รร.นายร้อยใหม่ แต่ในทุกๆครั้งก็พยายามนึกถึงวันที่ญาติๆและเพื่อนๆมาส่งที่สนามบิน ทุกคนหวังจะเห็นเรากลับไปพร้อมความสำเร็จ ถ้าเราทำไม่ได้ทุกคนคงผิดหวังในตัวเรามาก ตอนนั้นก็พยายามคิดแต่ว่า เราก้าวเข้ามาในห้องๆหนึ่ง ห้องๆนี้เมื่อเข้ามาแล้วทางเข้าจะปิดตาย และมีทางออกทางเดียว ยังไงซะเราก็ต้องก้าวข้ามทางออกนี้ไปให้ได้ แม้ว่าจะยากเพียงใด ช่วงนั้นก็ยังดีที่ได้ พี่อ๋อง พ.อ.(พ.) นุสรณ์ พิชัยรณรงค์สงคราม ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง หน.กองการศึกษาต่างประเทศ ยศ.ทบ. คอยให้คำปรึกษาและกำลังใจให้สู้ต่อและคอยช่วยเหลือในทุกๆเรื่องมาโดยตลอด และก็ทางบ้านที่คอยให้กำลังใจมาโดยตลอดเช่นกัน และเรื่องโชคดีของผมอีกสิ่งหนึ่งก็คือได้อยู่กับนายทหารปกครองชาวอิตาเลียนที่เข้าใจปัญหาและคอยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายและได้เพื่อนร่วมห้องนอนชาวอิตาเลียนที่คอยช่วยเหลือผมในทุกๆเรื่อง สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ผมสามารถฝ่าฟันความยากลำบากต่างๆในช่วงปีแรก ณ รร.นายร้อยอิตาลีมาได้
สำหรับระบบการศึกษาของที่นี่นั้น สองปีแรกจะเป็นการเรียนที่รร.นายร้อยทหารบก (Italian Army Academy) เมือง โมเดนา แคว้น เอมิเลีย โรมานยา การเรียนการสอนในแต่ละปีการศึกษานั้นจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ประมาณเดือน ก.ย. ถึง พ.ค. ของปีถัดไป จะทำการเรียนการสอนที่ รร.นายร้อย โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งโมเดนาและเรกโจ เอมิเลีย เข้ามาสอนใน รร. โดยแบ่งเป็นหลักสูตรต่างๆ คือ
- หลักสูตรเหล่าหลัก (ราบ,ม้า,ปืน,ช่าง,สื่อสาร,ขนส่ง,พลาธิการและการเงิน) ได้ปริญญา Defence and Security Science สาขา Strategy Science - หลักสูตรเหล่าวิศวะ ได้ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ - หลักสูตรเหล่าแพทย์ ได้ปริญญาแพทย์ศาสตร์ - หลักสูตรCarabinieri (คล้ายตร.เมืองไทย) ได้ปริญญานิติศาสตร์
และช่วงตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. จะเป็นการฝึกภาคสนาม โดยการฝึกที่ รร.นายร้อยนี้จะเป็นการวางพื้นฐานหลักทั่วไปให้กับ นนร.ตามมาตรฐานของกองกำลังนาโต (NATO) ชั้นปีที่ ๑ จะเป็นการฝึกทหารราบ มีการฝึกการเข้าโจมตีเป็นหมู่ และการฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศ ส่วนชั้นปีที่ ๒ จะเป็นการฝึกการทำการรบในสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะและการฝึกหลักสูตรนักลาดตระเวน
ณ รร.นายร้อยแห่งนี้ นอกจากจะมีนักเรียนต่างชาติที่มาจากเมืองไทยคือผมแล้ว ก็ยังมีมาจากอีกหลายประเทศด้วยกัน เช่น อัลแบเนีย อาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจัน เอธิโอเปีย อัฟกานิสถาน มาเซโดเนีย จอร์แดน เป็นต้น
หลังจากจบการศึกษาที่ รร.นายร้อยแล้ว นนร.ที่เรียนหลักสูตรเหล่าหลักจะทำการเลือกเหล่าและจะได้รับการบรรจุและตั้งยศ ร.ต. และไปทำการศึกษาต่อ ณ รร.นายทหารและสถาบันการศึกษาทางทหารกองทัพบกอิตาเลียน (Application School and Institutes of Military Studies of Italian Army) เมืองตูริน แคว้น เพียตมอง เป็นเวลา ๓ ปี การเรียนการสอนที่นี่จะคล้ายคลึงกับที่ รร.นายร้อย คือมีช่วงการเรียนที่ รร. และช่วงการฝึกภาคสนาม แต่จะแตกต่างกันตรงที่สามปีนี้นายทหารจะได้รับความรู้เฉพาะของเหล่าตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีความสามารถในการเป็น ผบ.มว.ของเหล่าตัวเองเมื่อจบการศึกษาไป การฝึกภาคช่วงปลายปีการศึกษาก็จะเป็นการฝึกของเหล่าตัวเองโดยเฉพาะ ส่วนการศึกษาภาคมหาวิทลัยก็คงดำเนินควบคู่กันไป โดยที่ รร.นี้จะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งตูรินเข้ามาทำการสอน หลังจากจบชั้นปีที่ ๑ ณ รร.แห่งนี้ นายทหารก็จะได้รับปริญญาตรีในสาขาของตัวเอง เมื่อจบชั้นปีที่ ๓ ก็จะได้เลื่อนยศเป็น ร.ท. และได้รับปริญญาโทในสาขาตัวเองและจบออกไปเป็น ผบ.มว.ของเหล่าตัวเองตามลำดับ
จากวันแรกที่ผมก้าวลงจากเครื่องบินที่สนามบินฟูมิชิโนที่กรุงโรมจนถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านไปสามปีกว่าแล้ว ปัญหาต่างๆที่เคยประสบมาในช่วงปีแรกก็คลี่คลายไปในทางที่ดีหมดแล้ว ปัจจุบันผมศึกษาอยู่ชั้นปีที่ ๒ ที่ รร.นายทหารและสถาบันการศึกษาทางทหารกองทัพบกอิตาเลียน ในหลักสูตรนายทหารเหล่าปืนใหญ่ ในช่วงเวลาสามปีกว่าๆที่ผมได้มาฝึกและศึกษาที่ประเทศอิตาลีนั้น ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ได้เห็นข้อดีและข้อเสียของระบบการฝึกและศึกษาของที่นี่ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยค่อนข้างมาก ได้ฝึกการตัดสินใจและการทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ได้ผ่านช่วงชีวิตที่มีทั้ง ทุกข์ สุข เศร้า เหงา และมีบางช่วงก็ลำบากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้น โดยหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอิตาลีหรือประเทศอื่นๆในอนาคต และก็เป็นการแนะนำ ระบบการฝึกและศึกษาของกองทัพบกอิตาเลียนให้เป็นที่รู้จัก จากที่เห็นว่าผมเป็น นนร.นายแรกและถึงปัจจุบันก็ยังเป็น นนร.นายเดียวที่ได้มาศึกษา ณ ที่แห่งนี้ รร.นายร้อยทหารบกอิตาลี
ภาพ รร.นายร้อยทหารบกอิตาลี
ถ่ายร่วมกับเพื่อนๆในหมวดในชุดเครื่องแบบหน้าหนาว นนร.อิตาเลียน
งานรับกระบี่สั้น นนร.
ถ่ายในชุดเครื่องแบบหน้าร้อน
ฝึกภาคสนาม ภาคภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ถ่ายกับเพื่อนๆในหมวดที่ความสูง ๒๔๔๑ ม.จากระดับน้ำทะเล
วันรับปริญญาตรี ถ่ายกับ Saint Barbara เซนต์ประจำเหล่าทหารปืนใหญ่ ในชุดเครื่องแบบนายทหารอิตาเลียน
ฝึกภาคสนาม นายทหารเหล่าปืนใหญ่ ถ่ายกับ ปืนใหญ่อัตราจร M109L

