พ่อเล่าว่า...(ตอนที่1)
From OSK121
ผู้เขียน: อ.จรูญรัตน์ สุวรรณภูสิทธิ์
ชื่อบทความ พ่อเล่าว่า...(ตอนที่ 1)
เพื่อ ลงในหนังสือช่อกุหลาบ ฉบับเดือนกันยายน 2549
พ่อเล่าว่า...(ตอนที่1)
ท่ามกลางความสับสน และการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของประเทศไทย มีผลต่อการพัฒนาคนไทยในแต่ละรุ่นให้แตกต่างกัน ทั้งความรู้ ความคิด ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ค่านิยม เอกลักษณ์ของคนไทย หลายๆอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จะด้วยความตั้งใจ หรือความไม่ตั้งใจ จะด้วยความรู้แจ้ง หรือ ไม่รู้แจ้งก็ตาม... มันก็เกิดขึ้นแล้ว
วันนี้ผมเป็นวันที่ว่างจากการทำงานของผม ความคิดถึงโรงเรียนมันก่อตัวมาตั้งแต่ออกจากโรงเรียน นานจนผมขี้เกียจนับ แต่รู้ว่า มันจะต้องไป ตามความเรียกร้องของวิญญาณที่อยู่ในร่างของผม
ผมนั่งรถเมล์ไปลงที่ปากคลองตลาด แล้วเดินมองตลาดดอกไม้.. มันเปลี่ยนไป ร้านรวงแถวนี้มีสินค้าหลากหลาย มีอะไรๆที่ดูตื่นตา กับการจัดดอกไม้ที่สวยงามและทันสมัย
ผมเดินมายืนที่ประตูด้านสะพานพุทธ มีตึกใหม่ๆเกิดขึ้น แต่ที่สำคัญประตูรั้วมันกว้างขึ้นกว่าเดิม จากประตูที่มีเสาปูนหัวเสาเป็นรูปเหมือนศาลาไทย ที่มีแบบเหมือนเสารั้วของวัดเลียบ ตอนนี้มันกว้างขวาง ป้ายชื่อโรงเรียนเปลี่ยนไปใหญ่โตมาก ผมยืนดูตึกชั้นเดียว มีประชาชนเด็กๆตัวเล็กๆ กำลังส่งเสียงดังอะไรกันนี้ โรงเรียนเราก็เปิดรับเลี้ยงเด็กหรือ
ทันใดนั้นสายตาอันแหลมคมของผม ก็ต้องปะทะกับคำว่า สระว่ายน้ำ ผมสาวเท้าเดินไปชม เห็นชายหญิงวัยกลางคน เด็กๆทุกวัยกำลังเล่นน้ำ ว่ายน้ำ นั่งคุยรอบๆสระ สิ่งที่ทำให้ผมสงสัยอีกส่วนคือ ด้านขวามือ ห้องที่ทำเป็นรูปเรือนไทยตรงนี้ เดิมมันเป็นที่นั่งเล่นของพวกผม บัดนี้เขาสร้างเป็นห้องเหมือนเรือนรับรอง แต่ไม่มีร่องรอยของผู้ใช้เขาจะไว้ทำอะไร คำถามเกิดขึ้นในใจผม แต่ก็สวยดี ต้นชมพู่ยังคงออกลูกดกอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเหลือกิ่งก้าน เพียงเล็กน้อยก็ตาม
เบื้องหน้าของผม มองทะลุไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันแปลกตา ผมเดินไปหาตึกที่ผมรัก ตึกที่ผมเคยเรียน ตึกที่ผมเคยวิ่งเล่นไล่จับ เพราะมันมีบันไดตั้งแต่หัวตึก ท้ายตึก และตรงกลางตึก แถมยังยาวอย่างน่าอัศจรรย์ ผมยอมรับว่า มันยังคงมีเสน่ห์ มีมนต์ขลัง ที่อยากจะเข้าไปเดิน วิ่ง สัมผัสกับอารมณ์เมื่อผมเป็นเด็ก หลายปีที่ผมอยู่ที่สวนฯ หลายครั้งผมกลับมา ไม่ว่าจะเป็น... สมานมิตร มุทิตาจิต หรือ วันสถาปนาโรงเรียน ถ้าผมว่างผมจะต้องมาพบครูเก่า เพื่อนๆ น้องๆ แต่นานวันผมก็ห่างจากโรงเรียนมากขึ้น แต่ใจผมก็ยังคิดถึงตึกยาวอยู่เสมอ พวกวัยเดียวกับเรามันเหลือน้อยลงจริงๆ
ผมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง อันดับแรก คืนมันใหม่ขึ้น สีมันเปลี่ยนไป เมื่อก่อนสีมันเหลืองเรื่อๆ ทันใดนั้น เสียงเพลง...
”เห็นเรือนเหลืองยาว ช่างงามอะคร้าว เด่นดูเหมือนดาวพราวสุกใส เห็นกุหลาบซาบซึ้งซ่าน ถึงธารฤทัย ชมพูคู่ใจฟ้าเอย”
น้ำตาผมเริ่มจะซึมๆ หัวใจมันวังเวง คิดถึงครู คิดถึงเพื่อนๆ ที่เคยจับมือกอดคอกันร้องเพลงก่อนจะจบกิจกรรมต่างๆเสมอ และครูก็จะพยายามให้พวกเราร้องกันให้ได้ โดยเฉพาะ คิดถึงครูทวี ชัยเจริญ พี่เทิ่ง สติเฟื่อง ที่แต่งเพลงโรงเรียนของเรา มากมาย เพลงเหล่านี้เป็นเพลงอมตะ ถึงพี่เทิ่งจะตายไป แต่บุคลิก ท่าทางของพี่ ความสามารถของพี่ยังหลงเหลืออยู่
“คิดถึงพี่ครับ”
ผมก้าวเท้าไปเรื่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น ทีละขั้น ทำไมต้องมีประตูเหล็กดัด ทำไมหน้าห้องชั้นล่างจึงมีป้ายชื่อห้องแปลกๆ ผมค่อยๆอ่านไปทีละห้อง ทีละห้อง แต่ประตูปิดเงียบโรงเรียนนี้เงียบเพราะเป็นวันหยุด จะมี เด็กๆมานั่งเล่น ตามมุมถนน บนถนนในโรงเรียนมีนักเรียนที่เป็นศิษย์เก่ารุ่นใหม่ มาถอดเสื้อเตะบอลกันเป็นกลุ่ม
ผมหยุดยืนที่กลางตึกยาวชั้นบน มองลงมารอบๆโรงเรียน หัวใจของผมมันพองโต แล้วก็เริ่ม เต้นถี่ขึ้นๆ มันเร็วขึ้นแล้วก็เจ็บแปล๊บๆ ผมได้ยินเสียงระฆังที่ห้อยอยู่ชั้นสอง
“ยังแว่วยินเสียงระฆัง คงครางหลงเหลือก้องดัง นานๆครั้งเตือนฤดี ภาพลวงหรือนี่ ติดแน่นในชีวี ไม่มีที่จะหายไป”
ผมหยุดความคิดของตัวเองไม่ได้ มันย้อยกลับไปในสมัยที่ผมเคยเรียน ตึกนี้ผมเคยเรียนหลายห้อง สมัยนั้นพวกเราหลายคนมาจากต่างจังหวัด ต้องมาสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ มันเป็นความฝันของพ่อผม พ่ออยากให้ผมมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ เพราะพ่อผม ปู่ผม จบที่นี่ แต่พ่อผมเรียนแค่ ม.๗ ก็ต้องกลับไปช่วยครอบครัว เนื่องจากคุณย่าผมเจ็บ ไม่มีใครช่วยดูแลครอบครัว ผมได้รับความรู้เรื่องโรงเรียนแห่งนี้จากพ่อเสมอ ตั้งแต่ผมจำความได้ พ่อพูดเสมอว่า
“โรงเรียนแห่งนี้เป็นของในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างไว้ ให้ลูกหลานพระองค์ แล้วย้ายออกมาจากวัง มาสร้างตึกยาวที่วัดเลียบ”
สมัยที่ผมเด็กๆ ผมไม่เข้าใจ ทำไมพ่อถึงต้องพูดเช่นนี้ แต่ผมก็ชอบฟัง เพราะเวลาพ่อเล่า พ่อจะนั่งยิ้มและ อารมณ์ดีเสมอ เหมือนพ่อมีความทรงจำดีเกี่ยวกับอดีตในโรงเรียนนี้ ดูพ่อภูมิใจ ผมก็อดภูมิใจไปกับพ่อเสมอมา บางครั้งพ่อก็จะเล่าว่า ปู่เคยเล่าให้ฟังว่า
“ลูกรู้ไหม คนที่จะได้เรียนที่นี่นะต้องเก่ง มีอะไรพิเศษจริงๆ มันเป็นเกียรติของวงศ์ตระกูลเชียวล่ะ ถ้าใครมีลูกหลานเรียนจบที่นี่”
ตอนนั้นผมรับฟัง แต่ก็ไม่เข้าใจ บางครั้งก็จะคิดค้านในใจว่า “จริงหรือ”
หลายปีผ่านไปผมโตขึ้น ข้อมูลของพ่อเริ่มแจ่มชัด เมื่อผมจะได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พ่อเป็นที่รัก เป็นที่รู้จักของคนมากมาย เพื่อนของพ่อเป็นใหญ่เป็นโตในกรุงเทพ บางคนพ่อบอกว่าเป็นถึง นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็นหมอ เป็นนายทหาร คนสำคัญๆ พ่อบอกว่า โรงเรียนนี้ เขาสอนหลายอย่าง ไม่ใช่วิชาการเท่านั้น ครูใหญ่เป็นฝรั่ง ขณะที่พ่อเล่า ท่านยิ้มและหัวเราะคนเดียว ผมชอบดูหน้าพ่อเวลาพ่อเล่า มันทำให้ผมตื่นเต้น เห็นภาพตามไป พ่อเล่าว่า
“ปู่บอกว่าครูใหญ่เป็นฝรั่งตัวใหญ่มาก เวลาพูดกับนักเรียนท่านพูดภาษาอังกฤษ พวกคนไทยตัวเหมือนคนแคระ เวลาท่านใจดีท่านจะหล่อมาก แต่เวลาท่านเดินดูพวกนักเรียน ต้องนั่งตัวตรง มือต้องวางเรียบร้อย เสื้อต้องติดกระดุมทุกเม็ดถึงคอ เสื้อราชปะแตนท์ ทำให้เรียนรู้ถึงมารยาทของการฟัง การเป็นลูกศิษย์แบบอังกฤษ ลูกรู้จักผู้ดีอังกฤษไหม”
“หึ...ไม่รู้ พ่อ”
“ก็สุภาพเรียบร้อย ทั้งการแต่งตัว เสื้อต้องขาวสะอาด กางเกงสีดำขาสั้น ถุงเท้ายาวเกือบถึงเข่า รองเท้าหนังสีดำ ไม่เท่านั้น ยังสวมหมวดด้วย เป็นช่วง จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม”
“โอ้โห พ่อ ทำไมมันดูเท่ห์จัง อยากแต่ง”
“พ่อออกมานานแล้ว เขาก็คงเปลี่ยนไป”
“พ่อจำได้ว่า สมัยนั้นมีครูฝรั่งหลายคน ท่านตั้งใจสอนมาก เก่งๆทั้งนั้น ครูที่สวนกุหลาบสมัยปู่และสมัยพ่อต้องมีคุณภาพ ต้องจ้างมาจากต่างประเทศ สอนวิทยาศาสตร์ เลขคณิต ภาษาอังกฤษ ส่วนครูไทย ก็เก่งมากๆ จึงจะได้มาสอนพวกเรา ลูกรู้ไหม เพื่อนพ่อบางคนจบแค่ ม.๖ ม.๘ ก็เป็นครูสอนโรงเรียนอื่นๆได้แล้ว”
ความอยากรู้อยากเห็น ความประทับใจต่อคำที่พ่อพูด พ่อเล่าและพ่อสอน ยังประทับใจ เสียงพ่อยังก้องอยู่ในหัวผมตลอด
“ลูกต้องสอบให้ได้ อนาคตของลูกจะไปได้ไกล ความสุขของลูกจะหาจากที่อื่นไม่ได้ แล้ว เมื่อลูกได้เรียนที่สวนกุหลาบ”
- ติดตามตอนต่อไป -

